Monday, 19 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

Salin: Thai Funky Drummer อีกหนึ่งสุดยอดนักดนตรีสาวไทยบนเวทีโลก

ในชั่วโมงนี้ หากพูดถึงความภาคภูมิใจของคนไทยในแวดวงวงดนตรีระดับโลก ถ้าคิดเร็วๆพวกเราคนไทยก็คงนึกถึงสองสาวไทยที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพวกเราในสาขาดนตรีที่แตกแตกต่างกัน อย่าง Lisa ในสายดนตรีป๊อบ กับ สาวไทยที่ฮอตที่สุดในวงการดนตรีโลกในชั่วโมงนี้อย่างน้อง Nene Royal ในสายดนตรีร็อคและ Heavy Metal

แต่ทราบหรือไม่ครับว่า ในแวดวงวงดนตรี Jazz และ Funky ยังมีนักดนตรีระดับโลกสาวไทยอีกหนึ่งคนที่กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่จับตาอย่างมาก เครื่องดนตรีของเธอไม่ใช่กีตาร์ ไม่ใช่เสียงร้อง และไม่ได้มีการเต้นที่แข็งแรงเป็นอาวุธ แต่สิ่งที่เธอมีคือการสร้างสรรค์จังหวะ และ Groove เท่ห์ๆ ที่แสนจะมีเสน่ห์ผ่านเสียงกลองครับ

เธอคือ สลิล ชีวพันธุศรี (Salin Cheewapansri) นักดนตรีหญิงชาวไทยที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในแคนาดา ในฐานะ Drummer, Composer และ Producer และผลงานของเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Juno Awards ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลดนตรีสำคัญของแคนาดา

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่ารางวัล คือเส้นทางที่ทำให้เธอมาถึงตรงนี้

ถ้าใครคิดว่า “ดนตรีไทย” จะต้องเป็นเสียงขิม เสียงระนาด หรือเสียงแคนในรูปแบบที่เราคุ้นเคย ลองเปิดใจฟัง Salin แล้วคุณอาจค้นพบว่า ดนตรีไทยสามารถเดินทางไปได้ไกลกว่านั้นมาก

เพราะผู้หญิงคนหนึ่งกำลังใช้ “เสียงกลอง” เป็นภาษาสากล พาเสียงจากประเทศไทยไปพบกับ Funk, Jazz, Soul และดนตรีจากแอฟริกา จนกลายเป็นเสียงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับความสนใจจากวงการดนตรีนานาชาติ

จากเด็กหญิงที่หลงรักเสียงกลอง สู่เวทีที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

สลิลเริ่มเล่นกลองตั้งแต่อายุยังน้อย และค่อย ๆ เดินทางเข้าสู่วงการดนตรีด้วยความหลงใหลในจังหวะและเสียงของกลอง

ก่อนจะเดินทางไปอเมริกาเหนือเมื่ออายุประมาณ 20 ปี เพื่อไล่ตามความฝันทางดนตรี
แต่เส้นทางของเธอในช่วงแรกไม่ได้ง่ายเลย

เธอผ่านการเล่นดนตรีหลากหลายแนว เพื่อค้นหาตัวตนไล่มาตั้งแต่ ตั้งแต่ Rock, Metal ไปจนถึง Jazz, Funk และ Soul ก่อนจะค่อย ๆ ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบและ สร้างตัวตนทางดนตรีของตัวเองขึ้นมา

จากนักดนตรีที่เริ่มต้นด้วยการเล่นดนตรีตามสภาพแวดล้อมและ พัฒนาฝีมือผ่าน Jam Sessionในที่สุดฝีมือของเธอก็ไปเข้าตาศิลปินแจ๊สชาวแคนาดา Dominique Fils-Aimé และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีของเธอและกลายเป็นผลงานที่สลิลมีส่วนร่วมในฐานะมือกลองจนได้รับรางวัล Juno Award และกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเส้นทางดนตรีของเธอ

เมื่อเสียงดนตรีแบบไทยเดินทางมาพบกับ Funk และ Afrobeat
สิ่งที่ทำให้สลิลน่าสนใจเป็นพิเศษ คือเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น “มือกลอง”
เธอเป็นทั้ง Composer และ Producer และสร้างภาษาดนตรีของตัวเองจากการนำรากดนตรีอีสานมาพบกับเสียงของ Afro, Funk, Jazz และ Soul

เธอเรียกแนวทางดนตรีของตัวเองว่า Afro Thai Funk และยังมีการอธิบายแนวทางของเธอว่าเป็น Afro Isan Soul

เธอนำเสียงแคน พิณ ระนาด และเครื่องดนตรีไทยมาใช้ในผลงาน แต่ไม่ได้ทำให้เพลง “ฟังดูเป็นไทย” แต่เพียงเท่านั้น

แต่การผสมผสานของเธอได้สร้างให้เกิดผลงานที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาดนตรีสมัยใหม่

ความโดดเด่นที่จับใจผู้ฟังของสลิลก็คือเธอไม่ได้พยายามทำให้ความเป็นไทยเข้ากับโลก แต่เธอเอาความเป็นไทยไป “คุย” กับโลกได้อย่างมีเอกลักษณ์ แต่ก็ผสมผสานกลมกลืนไปกับเสียงดนตรีจากวัฒนธรรมอื่นๆด้วย

หนึ่งในผลงานสำคัญของสลิลคืออัลบั้ม Rammana

อัลบั้มชุดนี้นำ Afro-jazz, Funk และเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านไทยมาผสมผสานกัน จนเกิดเป็นซาวด์ที่มีทั้งความร่วมสมัยและรากวัฒนธรรมของไทยอยู่ด้วยกัน

อัลบั้มนี้ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่าง BBC Radio, NPR, CBC และ Bandcamp ขณะที่เพลง “Current” เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ใน Spotify Fresh Finds Jazz – Best of 2024 และ “Si Chomphu” ได้รับความสนใจจาก Cat Radio ในประเทศไทยและ KCRW ในลอสแอนเจลิส

และ Rammana ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Juno Awards 2026 สาขา Best Global Music Album of the Year อีกด้วย

จาก Montreal ถึง New York, London, Tokyo และ KEXP

วันนี้ชื่อของสลิลดังไปไกลกว่าขอบเขตของวงการดนตรีไทยและแคนาดาแล้วครับ

เธอเคยขึ้นเวที Montreal International Jazz Festival, Winter Jazz Festival ในนิวยอร์ก, Ronnie Scott’s ในลอนดอน, Cotton Club ในโตเกียว รวมถึง SummerStage ที่ Central Park และ KEXP สถานีวิทยุดนตรีชื่อดังของสหรัฐฯ

เธอยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 6 ศิลปินของ CBC Music’s Revelation Canada 2025 อีกด้วย

จากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เริ่มต้นเส้นทางดนตรีของตัวเองด้วยการฝึกใช้กลองสร้างจังหวะที่เป็นกระดูกสันหลังของเพลง

วันนี้เสียงกลองพร้อมพรสวรรค์รวมพลังกับพรแสวงของเธอกำลังพาเธอเดินทางไปรอบโลก

เส้นทางของสลิลทำให้เราเห็นว่าโลกไม่ได้ต้องการศิลปินที่เหมือนกันไปหมด แต่โลกต้องการศิลปินที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร สร้างงานในแบบของตัวเอง มีลายเซ็นที่ชัดเจนแล้วกล้าที่จะนำสิ่งนั้นออกไปให้โลกได้ฟัง

ยิ่งสลิลเดินทางออกไปไกลแค่ไหน แต่ผลงานของเธอกลับยิ่งย้อนกลับมาค้นหารากของตัวเอง ทั้งเสียงดนตรีอีสาน เครื่องดนตรีพื้นบ้าน และเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทย ถูกนำกลับมาสร้างเป็นงานดนตรีร่วมสมัย

งานสร้างสรรค์ของเธอจึงไม่ใช่การ “หนีออกจากความเป็นไทย”แต่เป็นการพาความเป็นไทยออกไปเปิดบทสนทนากับโลก

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า
“อยากลองฟังว่าเสียงกลองของสลิลเป็นอย่างไร?”
ไม่ต้องรอให้เธอกลับมาเล่นคอนเสิร์ตที่เมืองไทยครับ

สามารถติดตามผลงานของเธอได้จากช่องทางหลักที่รวบรวมไว้บนเว็บไซต์ทางการของสลิลได้แก่ Instagram, YouTube, Bandcamp และ Spotify

🌐 เว็บไซต์ทางการ: Salin Official Website⁠
📸 Instagram: salin_music หรือสามารถเข้าผ่านเมนู Social ของเว็บไซต์ทางการ
▶️ YouTube: ชม Live Performance และผลงานต่าง ๆ รวมถึงการแสดงของเธอกับ KEXP
🎧 Spotify: ฟังเพลงและอัลบั้มของ Salin
💿 Bandcamp: ฟังและสนับสนุนผลงานโดยตรง รวมถึงอัลบั้ม Rammana, Kouta in Siam และผลงานอื่น ๆ

และสำหรับคนที่อยากเห็นพลังของเธอแบบเต็ม ๆ ใดๆdigest ขอแนะนำให้ลองค้นหา “Salin KEXP” บน YouTube แล้วลองเสพย์งานของเธออย่างเปิดใจ และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณลองวางความเป็นคนไทยของเธอลงก่อน แล้วสัมผัสสิ่งที่เธอต้องการนำเสนอในฐานะนักดนตรีระดับโลกคนหนึ่งที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ที่ได้มาจากการฝึกฝนเคียวกรำตัวเองอย่างหนักหน่วง และ เล่นดนตรีอย่างมีความสุขสนุกสนานในสิ่งที่เธอรักและเป็นตัวตนของเธอจริงๆดูนะครับ

เพราะบางครั้ง…
การได้เห็นนักดนตรีคนหนึ่งเล่นสด ด้วยอารมณ์และความรู้สึกผ่านฝีมือชั้นเซียน อาจทำให้เราเข้าใจตัวตนของเขามากกว่าการอ่านประวัติหลายหน้ากระดาษ โดยไม่ต้องสนใจว่าเขามาจาก ไหนด้วยซ้ำ

เสียง Funk ของเธออาจมาจากโลกตะวันตก
Groove อาจมาจากแอฟริกา
Jazz อาจมาจากอีกซีกโลก

แต่เมื่อเสียงแคน เสียงพิณ และจังหวะจากดินแดนอีสานเข้ามาอยู่ด้วยกัน…
มันกลายเป็นเสียงที่ไม่มีใครเหมือน เสียงของสลิล

และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนไทยทุกคนที่มีความฝัน มันหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนคนอื่น เพื่อให้โลกยอมรับ

เพราะบางครั้ง… สิ่งที่โลกกำลังรอฟัง อาจเป็นเสียงที่มีเพียงเราเท่านั้นที่สร้างขึ้นมาได้

ขอให้เสียงดนตรีของสลิล นำความสนุกสนาน ความรื่นรมย์ และความสุขมาให้คุณตามที่เธอตั้งใจ

และยิ่งไปกว่านั้น ใดๆdigest หวังว่าเรื่องราวของสลิลจะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณลุกขึ้นไปทำตามความฝันหรืออย่างน้อยก็เริ่มออกเดินไปบนเส้นทางนั้นนะครับ

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนปม ‘NENE ROYAL’ อ้างหวังดีไม่ใช่ใบผ่านยึดชื่อศิลปิน กฎหมายชัด ยื่นจดชื่อไม่ใช่สิทธิทันที กรมทรัพย์สินทางปัญญายันยังไม่จด ชี้ยื่นก่อนไม่ได้สิทธิเสมอไป หากแจ้งเท็จเสี่ยงคุก 6 เดือน

อาจารย์อุ๋ยชี้ อ้างหวังดี ไม่ใช่ใบผ่านยึดชื่อคนอื่น! ปม “NENE ROYAL” ผู้ยื่นก่อนไม่ได้สิทธิทันที เตือนแจ้งเท็จเสี่ยงคุก!

18 ตุลาคม 2569 -- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า:

“กรณีบุคคลภายนอกยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “NENE ROYAL” แล้วมีคำกล่าวอ้างว่าจะรักษาสิทธิและมอบให้เป็นของขวัญแก่ “น้องเนเน่” ศิลปินไทยผู้สร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลก กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความหวังดีที่กล่าวอ้างกับสิทธิทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน เพราะการยื่นคำขอในชื่อตนเองย่อมแตกต่างจากการได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนเจ้าของชื่ออย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันว่าพบการยื่นคำขอ “NENE ROYAL” จริง และนายทะเบียนได้ให้ผู้ยื่นชี้แจงข้อมูลแล้ว แต่คำขอยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ยื่นได้รับสิทธิในเครื่องหมายการค้า และยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ยื่นกระทำโดยไม่สุจริต 

ยื่นก่อน ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของชื่อศิลปิน

ความเข้าใจว่า “ใครยื่นก่อน คนนั้นได้สิทธิแน่นอน” เป็นความเข้าใจที่อันตราย แม้ลำดับการยื่นคำขอมีความสำคัญ แต่เครื่องหมายยังต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิดีกว่าเข้าคัดค้านได้ การยื่นคำขอจึงไม่ใช่ใบรับรองความเป็นเจ้าของชื่อหรือชื่อเสียงของศิลปิน 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุด้วยว่า หากนำชื่อคนดังมายื่นจดในชื่อตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีพฤติการณ์แอบอ้างหรือแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่สุจริต อาจเป็นเหตุให้ปฏิเสธการรับจดทะเบียนได้ โดยต้องตรวจสอบที่มาของเครื่องหมาย ความเกี่ยวข้องกับเจ้าของชื่อ และหลักฐานการอนุญาตประกอบกัน 

ดังนั้น คำอ้างว่า “ทำให้เป็นของขวัญ” จึงไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ทำให้คำขอผ่านกฎหมายโดยอัตโนมัติ หากประสงค์ช่วยเหลือจริง วิธีที่ชัดเจนที่สุดคือประสานเจ้าของชื่อหรือผู้แทนที่มีอำนาจ และจัดการเอกสารให้ตรงกับความประสงค์ของเจ้าของสิทธิ

ผิดอาญาหรือไม่ ต้องดูว่ามีการแจ้งเท็จหรือไม่

การยื่นคำขอจะผิดอาญาหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงและเอกสารที่ใช้ หากผู้ยื่นแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า

มาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดความผิดกรณียื่นคำขอหรือเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหรือคณะกรรมการ มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ประเด็นที่ต้องตรวจจึงอยู่ที่ว่า ผู้ยื่นระบุข้อเท็จจริงอะไร ส่งหลักฐานใด และมีข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ การจะกล่าวหาว่าบุคคลใดผิดอาญาต้องมีหลักฐานรองรับ ไม่อาจสรุปจากกระแสวิจารณ์หรือคำอธิบายผ่านสื่อเพียงอย่างเดียว

ทีมศิลปินต้องเดินเรื่อง อย่ารอเพียงคำรับปาก

สิ่งที่ทีมควรทำทันทีคือ ตรวจรายละเอียดและสถานะคำขอ รวบรวมหลักฐานการใช้ชื่อ “NENE ROYAL” ทั้งผลงาน การแสดง การประชาสัมพันธ์ และเอกสารทางธุรกิจ พร้อมแจ้งข้อเท็จจริงต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ใช้ประกอบการพิจารณา

ต้องแยกการส่งหลักฐานในขั้นตรวจคำขอออกจากการคัดค้านอย่างเป็นทางการ หากคำขอได้รับการประกาศโฆษณาแล้ว มาตรา 35 เปิดให้ยื่นคัดค้านภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศโฆษณา การติดตามกำหนดเวลาจึงสำคัญมาก 

หากได้รับจดทะเบียนแล้ว ยังมีช่องทางขอเพิกถอนตามเหตุที่กฎหมายกำหนด โดยมาตรา 61 เกี่ยวกับข้อบกพร่องในการรับจดทะเบียน ส่วนมาตรา 67 เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องต่อศาลโดยพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียน 

ขณะเดียวกัน ควรวางโครงสร้างให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของเครื่องหมาย ใครมีอำนาจยื่นคำขอ และใครได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อ อย่าปล่อยให้การจัดการแบรนด์ของศิลปินขึ้นอยู่กับความเข้าใจหรือคำรับปากที่ไม่มีเอกสารรองรับ

สำหรับตลาดต่างประเทศ ระบบมาดริด (Madrid Syatem) เป็นทางเลือกช่วยยื่นขอความคุ้มครองในหลายประเทศสมาชิก แต่ต้องเลือกประเทศหรือเขตที่ต้องการ และแต่ละแห่งยังพิจารณาตามกฎหมายของตน ไม่ใช่จดครั้งเดียวแล้วได้สิทธิทั่วโลกทันที 

บทเรียนจากกรณีนี้คือ ชื่อศิลปินอาจพัฒนาเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูง การช่วยเหลือจึงต้องเริ่มจากการเคารพเจ้าของชื่อและจัดทำเอกสารให้ชัดเจน ความหวังดีต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ส่วนสิทธิต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและกฎหมาย การยื่นก่อนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางลัดสู่ความเป็นเจ้าของแบรนด์ของผู้อื่น

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1HjUpqewRw/?mibextid=wwXIfr

SABINA เปิดคอลเลคชั่น!! ชูคาแรคเตอร์ระดับโลก ส่งชุด "ซินามอโรล" ต้อนรับเทศกาล เติมสีสันโฟกัสความสบาย ขยายฐานลูกค้ากลยุทธ์คอลแลบ

‘SABINA’ เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “ซินามอโรล” สร้างสีสันช่วงเทศกาล
ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ระดับโลกสู่แฟชั่นไอเทม ภายใต้ธีม ‘ปาร์ตี้ลับ’
ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์คอลแลบคาแรคเตอร์ สร้างความหลากหลาย-ขยายฐานลูกค้าใหม่

กรุงเทพฯ 12 ตุลาคม 2569 : SABINA เปิดแนวรุกทำตลาดไตรมาสสุดท้ายของปี ด้วยการผนึกความร่วมมือกับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยมระดับโลก เปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่นใหม่ “Cinnamoroll” (ซินามอโรล) เผยจุดเด่นของสินค้า ที่เน้นสีสัน จินตนาการ และความสดใสของคาแรคเตอร์ ผสานกับการสวมใส่สบายภายใต้มาตรฐาน SABINA พร้อมเดินหน้าดึงความพิเศษในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองสื่อสารผ่านธีม “ปาร์ตี้ลับ” เพื่อสร้างโมเม้นท์ดีๆ ให้ลูกค้า มั่นใจได้รับกระแสตอบรับดีเหมือนที่ผ่านมา ตอกย้ำความสำเร็จของ SABINA ในการคอลแลบคาแรคเตอร์ดัง ที่สร้างความหลากหลายให้สินค้า และสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า SABINA เดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการขาย ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “Cinnamoroll” (ซินามอโรล) อีกหนึ่งความร่วมมือระหว่าง SABINA กับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์ระดับโลก โดยคอลเลคชั่นนี้สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Cinnamon’s Secret House Party” โดยสื่อสารผ่านปาร์ตี้ลับของเดอะแก๊งที่หลงรัก “ซินามอโรล” เพื่อต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลองและแชร์ช่วงเวลาดี ๆ ไปด้วยกัน

SABINA วางคอนเซปต์คอลเลคชั่น “ซินามอโรล” ที่สื่อสารถึงความสดใส ความน่ารักและกลิ่นอายของปาร์ตี้ ตั้งแต่การแต่งตัว การถ่ายรูป ไปจนถึงการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ ถ่ายทอดความรู้สึกให้เหมือนกับการก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของ “ซินามอโรล” ที่เต็มไปด้วยสีสัน จินตนาการ และความพิเศษในทุกช่วงเวลา ซึ่งมั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ “ซินามอโรล” โดยเฉพาะการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของคาแรคเตอร์สู่แฟชั่นไอเทมที่ผสานทั้งดีไซน์และความสบาย เพื่อเติมความสนุกให้กับไลฟ์สไตล์ลูกค้า ขณะที่การเปิดตัวคอลเลคชั่นนี้ในช่วงใกล้กับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาดีๆ ให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

สำหรับไอเท็มภายในคอลเลคชั่นนี้ จะประกอบด้วย ชุดชั้นในเซ็ตพิเศษที่ออกแบบ เพื่อถ่ายทอดความน่ารักละมุนของ “ซินามอโรล” ผ่านดีไซน์ สีสัน และรายละเอียดบนสินค้า โดยคงไว้ซึ่งความสบายและฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ให้ทุกลุคสนุกขึ้นและพร้อมเข้ากับบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี โดยวางจำหน่ายในราคา 390 – 990 บาท

“ที่ผ่านมา SABINA ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ยอดขายและการกระตุ้นกำลังซื้อจากการทำตลาดด้วยกลยุทธ์คอลแลบกับคาแรคเตอร์ระดับโลกที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น ขณะเดียวกัน เรายังพบว่า การผลิตและส่งมอบสินค้าคุณภาพด้วยคอลเลคชั่นพิเศษที่คอลแลบกับคาแรคเตอร์ต่างๆ นั้น ยังเป็นการเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้า และยังทำให้ SABINA สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น ด้วยทางเลือกของสินค้าที่หลากหลายขึ้น ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ทั้งในกลุ่มชุดชั้นในและกลุ่มที่ไม่ใช่ชุดชั้นใน” นางสาวพิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดกล่าว

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่น “Cinnamoroll” พร้อมให้ช้อปได้แล้ว ผ่านช่องทางออนไลน์ www.sabina.co.th, Line@ : @SabinaThailand, Facebook : SabinaThailand,Tiktok : Sabina_Thailand และ Instagram : Sabinathailand

ปักหมุด “ฉงชิ่ง” มหานครแห่งภูเขา ยกระดับเมืองภูเขาสู่ตลาดโลก ดึงแบรนด์ชั้นนำ 2,800 รายเข้าสถาปนา นักท่องเที่ยวปีละ 500 ล้านคนเยือน เปิดบ้านรับนานาชาติเพื่อเศรษฐกิจโต

ปักหมุด “ฉงชิ่ง” มหานครแห่งภูเขา ชูศักยภาพอุตสาหกรรม
รุกยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวและช้อปปิ้งระดับโลก

นครฉงชิ่ง ซึ่งโอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำทางตะวันตกของประเทศจีน กำลังเร่งเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการบริโภคระดับโลก พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกด้วยภูมิทัศน์อันมีเอกลักษณ์ โครงสร้างทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และบรรยากาศการค้าที่เปิดกว้างเป็นมิตร

เพียงออกเดินสำรวจไปตามมุมต่าง ๆ ของเมือง ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แบบจัดเต็ม โดยที่หลบภัยทางอากาศได้รับการปรับปรุงใหม่จนกลายเป็น “วิมานใต้ดินแห่งเมืองภูเขา” ซึ่งคึกคักไปด้วยบาร์ ร้านอาหาร และพื้นที่แสดงโชว์สุดตระการตา ขณะเดียวกัน ร้านชาบูหม่าล่าในถ้ำก็ได้กลายมาเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว โดยหนึ่งในนั้นสามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่า 1,300 คนในอุณหภูมิสบาย ๆ ที่ 25 องศาเซลเซียสตลอดเวลา พลังการบริโภคของฉงชิ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภครวมทะยานแตะ 1.67 ล้านล้านหยวน ครองอันดับหนึ่งในกลุ่มเมืองใหญ่ของจีน และต้อนรับนักท่องเที่ยวปีละกว่า 500 ล้านคน ขณะที่ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ รถจักรยานยนต์ และคอมพิวเตอร์พกพา ต่างเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาด ประกอบกับศักยภาพการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy) ของจีนต่อเนื่องกันถึง 4 ปีซ้อน ปัจจุบัน มีแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 2,800 แบรนด์ รวมถึงร้านค้าสาขาแรกอีกกว่า 2,000 แห่งเข้ามาปักหมุดที่นี่ โดยมีบริษัทชั้นนำระดับฟอร์จูน โกลบอล 500 (Fortune Global 500) ถึง 325 แห่งที่วางใจเลือกฉงชิ่งเป็นประตูสู่การขยายธุรกิจในภาคตะวันตกของจีน

การผนึกกำลังอย่างลึกซึ้งระหว่างภาคการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ยังคงดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกอย่างไม่ขาดสาย ทั้งการท่องเที่ยวเรือสำราญล่องแม่น้ำแยงซี การท่องเที่ยวชมทัศนียภาพทางอากาศระดับต่ำ (Low Altitude) และการท่องเที่ยวน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ ต่างเติบโตอย่างคึกคัก พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมโปรโมตเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมียมมาตรฐานชาติถึง 17 เส้นทางสู่สายตาชาวโลก ปัจจุบัน นครฉงชิ่งสร้างเครือข่ายการค้ากับ 228 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยมีรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรป และระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ เป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อน ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการขอวีซ่า ระบบการชำระเงิน และบริการคืนภาษี ยังช่วยให้ผู้มาเยือนจากนานาประเทศเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นครฉงชิ่งได้ยกระดับย่านการค้าหลักถึง 30 แห่ง พร้อมสร้างสรรค์แหล่งไลฟ์สไตล์การบริโภครูปแบบใหม่กว่า 100 แห่ง ครอบคลุมทั้งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ หน้าผา ไปจนถึงดาดฟ้าอาคาร เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ในชีวิตประจำวันของชาวเมืองให้กลายเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวอันมีเอกลักษณ์ โดยย่านอนุสาวรีย์ปลดปล่อยประชาชน (Liberation Monument) ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในย่านการค้าชั้นนำของจีนที่ตอบโจทย์และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบให้เมืองต่าง ๆ ในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) นำไปปรับใช้

จากทัศนียภาพตึกสูงอันตระการตาไปจนถึงเสน่ห์สตรีทฟู้ดอันคึกคัก จากความแข็งแกร่งของฐานการผลิตสู่งานบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เมืองแห่งภูเขาทางตะวันตกแห่งนี้กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบริโภคระดับนานาชาติอย่างแท้จริง พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และร่วมแบ่งปันความเคลื่อนไหวของตลาดยักษ์ใหญ่ของจีนสู่สายตาชาวโลก

18 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประกาศต่อประชาราษฎร์เรื่องจะทรงผนวช ปฏิบัติพระราชกิจเคร่งครัดในสมณเพศ ทรงลาผนวชหลัง 15 วัน แห่งตำนาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะทรงผนวช จึงได้ประกาศให้ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ได้รับทราบ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง
เมื่อ พ.ศ. 2499 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย

และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร์
โดยหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และคณะทูตานุทูต เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะเสด็จออกทรงพระผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 แล้ว

จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากทรงเจริญพระเกศา โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรบิดเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์แล้ว
ทรงเครื่องเศวตพัสตรีทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ทรงรับผ้าไตรจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้วทรงเข้าบรรพชาอุปสมบทในท่ามกลางสังฆสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า ‘ภูมิพโล’
ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงรับประเคนผ้าไตรจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทรงรับไทยธรรมจากสมเด็จพระบรมราชชนนี ตามลำดับ

จากนั้น พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทำทัฬหิกรรม ณ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

จากนั้นทรงประกอบพิธีตามขัตติยราชประเพณี แล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยนอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบทนาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี อีกด้วย
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน

ที่มา: https://www.komchadluek.net/today-in-history/394077

เคทีซี ชี้โมเดลเวลเนส!! ธุรกิจจากใจวัย 62 ผันตัวจากสลากสู่สปา ออกแบบบริการครบวงจร รับเทรนด์สุขภาพโตทั่วโลก

จากธุรกิจสลากครอบครัวสู่เวลเนส เคทีซีถอดบทเรียนผู้ประกอบการวัย 62 เปลี่ยนอาคารเดิมเป็นธุรกิจใหม่

เมื่อ “แพชชั่น” มาพบกับประสบการณ์และสินทรัพย์ที่มีอยู่ อายุอาจไม่ใช่ข้อจำกัดของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชวนมองกรณีศึกษาของ Ukiyo Massage & Spa พันธมิตรร้านค้าบนถนนตะนาว ย่านพระนคร ที่เกิดจากการตัดสินใจของสรัญญา ถวิลวิทู ผู้ประกอบการวัย 62 ปี ผันเส้นทางจากธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลของครอบครัว มาสู่ธุรกิจสปาและเวลเนส ด้วยการนำความชอบส่วนตัว ประสบการณ์ และอาคารเดิมของครอบครัวมาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ท่ามกลางการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการมองเห็นเทรนด์แล้วเข้าสู่ตลาดทันที แต่เริ่มจากการที่สรัญญาเป็นคนชอบนวด ก่อนค่อยๆ ศึกษาและเรียนรู้เรื่องสปาและเวลเนสอย่างจริงจัง จนมองเห็นว่าความชอบสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจได้ ประกอบกับครอบครัวมีอาคารบนถนนตะนาวในย่านพระนคร จึงตัดสินใจลงทุนปรับพื้นที่เดิมให้เกิดมูลค่าใหม่ จากสถานที่ที่เคยรองรับธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล สู่บริการที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ การพักผ่อน และการท่องเที่ยว

การออกแบบกลายเป็นหนึ่งในหัวใจของโมเดลธุรกิจ โดยมีนราทิป ผลบุณยรักษ์ คู่ชีวิตของสรัญญา ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการออกแบบ ร่วมกับทีมสถาปนิกดูแลตั้งแต่การจัดพื้นที่ไปจนถึงการเลือกวัสดุ หนึ่งในองค์ประกอบเด่นคือการคัดสรรไม้ไผ่จากภาคเหนือมาใช้ในงานออกแบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ อบอุ่น และร่วมสมัย เมื่อก้าวจากความคึกคักของถนนตะนาวเข้าสู่ Ukiyo จึงให้ความรู้สึกราวกับได้วางความวุ่นวายไว้ด้านนอก แล้วเข้าสู่พื้นที่ของการพักผ่อน

ความแตกต่างของ Ukiyo จึงไม่ได้อยู่ที่การตกแต่งเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมตั้งแต่สถานที่ อุปกรณ์ที่ใช้ในสปา นักบำบัด (Therapist) ที่ผ่านการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการบริการและอัธยาศัยไมตรีของทีมงาน ภายใต้แนวคิด “Luxury Within Reach” หรือประสบการณ์ระดับลักชัวรี่ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยตีความความลักชัวรี่ผ่านคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียด มากกว่าความหรูหราหรือราคาเพียงอย่างเดียว

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับความสนใจด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ในปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ใช้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ในการผลักดันตลาด Health & Wellness และคาดการณ์ว่าการเจรจาธุรกิจภายในงาน Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026 จะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 929.62 ล้านบาท สะท้อนโอกาสของบริการสุขภาพและเวลเนสไทยในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

หลังเปิดให้บริการประมาณ 7 เดือน Ukiyo ระบุว่า ลูกค้าราว 95% เป็นชาวต่างชาติ และได้รับคะแนนรีวิวระดับ 5 ดาวบน Google จากผู้ใช้บริการประมาณ 700 รีวิว ความสำเร็จในช่วงเริ่มต้นทำให้โจทย์ต่อไปเปลี่ยนจากการดึงลูกค้าเข้าร้าน ไปสู่การรักษามาตรฐานให้ได้ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ทั้งคุณภาพของ Therapist ความสะอาด บรรยากาศ และการบริการ
เพราะสำหรับธุรกิจบริการในยุคที่ผู้บริโภคค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจจากประสบการณ์ของผู้ใช้จริงได้ทันที “รีวิว” กลายเป็นสินทรัพย์ของแบรนด์ที่สร้างด้วยโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่ได้

จากกรณีของ Ukiyo เคทีซีมองเห็น 3 บทเรียนที่ผู้ประกอบการรายอื่นนำไปปรับใช้ได้ ได้แก่ การเริ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่แทนการเริ่มใหม่ทั้งหมด การเปลี่ยนความชอบหรือความเชี่ยวชาญให้เป็นจุดต่างที่ลูกค้ายอมจ่าย และการออกแบบประสบการณ์ให้ครบทั้งเส้นทาง ไม่ใช่เฉพาะตัวสินค้าและบริการ สำหรับธุรกิจที่รองรับลูกค้าต่างชาติ เรื่องการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดของประสบการณ์ ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างการเลือกใช้บริการจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการใช้จ่าย

อีกบทเรียนสำคัญคือ ธุรกิจหนึ่งแห่งสามารถเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่รอบตัวได้ เป้าหมายของสรัญญาไม่ได้หยุดอยู่ที่ Ukiyo แต่ยังมองถึงการต่อยอดพื้นที่บนถนนตะนาวไปสู่ธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ที่พักหรือโฮสเทล และบริการสำหรับนักเดินทาง เพื่อให้แต่ละธุรกิจช่วยส่งต่อผู้คนถึงกัน และมีส่วนสร้างความคึกคักให้กับย่านอีกครั้ง

จากธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลของครอบครัว สู่ธุรกิจเวลเนสในวัย 62 เรื่องของสรัญญาจึงสะท้อนว่า โอกาสทางธุรกิจใหม่บางครั้งไม่ได้เริ่มจากการมองหาสิ่งที่ยังไม่มี แต่เริ่มจากการกลับมามองสิ่งที่มีอยู่ด้วยสายตาใหม่ ทั้งประสบการณ์ ความชอบ สินทรัพย์ คนรอบตัว และศักยภาพของพื้นที่ เมื่อเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ธุรกิจใหม่ก็สามารถเกิดขึ้นจากต้นทุนเดิม และเติบโตไปพร้อมกับย่านที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งได้

“MBS” เผชิญศึกสองด้าน!! ราชวงศ์ซาอุดีซบเศรษฐกิจและการเมือง ยุค MBS รวบอำนาจปกครองกลางเดียว ปัญหาความขัดแย้งภูมิภาคผนวกแรงต้านใน ซาอุดีเจอวิกฤติทั้งนอกในกดดันสูง

ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียภายใต้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS)

ในขณะที่กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) ในเยเมนได้ยกระดับการโจมตีใส่เป้าหมายในซาอุดีอาระเบียขีด้วยปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์โจมตี สนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด ซึ่งสร้างความเสียหายและแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคงต่อมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) และราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียอย่างหนัก
โดนสถานการณ์ที่สร้างความตึงเครียดในปัจจุบันได้แก่

-การโจมตีสนามบินริยาด: เกิดเหตุขีปนาวุธและวัตถุพุ่งชนอาคารผู้โดยสารและพื้นที่สนามบินในกรุงริยาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12-13 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 300 คน
- ผลกระทบด้านการบินและเศรษฐกิจ: เครื่องบินแอร์บัส A320 ของสายการบินซาอุดีอาระเบียได้รับความเสียหาย ส่งผลให้หลายสายการบินระงับเที่ยวบินเข้าสู่กรุงริยาดชั่วคราว และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
-ปฏิกิริยาของเจ้าชาย MBS และซาอุดีอาระเบีย: มกุฎราชกุมาร MBS ยืนยันว่าซาอุดีอาระเบียจะไม่ประนีประนอมต่อความมั่นคงของประเทศ และได้กดดันให้สหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงสหราชอาณาจักร เข้ามาช่วยพิจารณาปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กลุ่มฮูตี
-ความซับซ้อนทางการเมืองและภูมิภาค: สถานการณ์ในครั้งนี้เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดกับอิหร่าน รวมถึงความขัดแย้งในเยเมนที่ปะทุความรุนแรงขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลง

นอกจากความตึงเครียดอันเกิดจากปฏิบัติการของฮูตีแล้ว เจ้าชาย MBS ยังต้องเผชิญแรงกดดัน
ภายในประเทศอันเนื่องมาจากการบริหารจัดการราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียของเจ้าชาย MBS อีกด้วย เพราะพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแบบกระจายอำนาจตามสายตระกูลแบบดั้งเดิมไปสู่การปกครองแบบรวมศูนย์ที่ศูนย์กลางมาอยู่ที่ตัวพระองค์เอง โดยได้ปรับโครงสร้างอำนาจภายในราชวงศ์อย่างเป็นระบบโดยการกำจัดคู่แข่งที่มีศักยภาพ ลดบทบาทของสถาบันศาสนา และปรับโครงสร้างสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจของราชวงศ์ โดย:การถ่ายโอนอำนาจ: จาก "การสืบทอดตำแหน่งจากพี่น้อง" สู่ "การรวมศูนย์อำนาจจากบิดาสู่บุตร" การขึ้นครองอำนาจของเจ้าชาย MBS ยุติประเพณีการสืบทอดตำแหน่งจากพี่น้องสู่พี่น้องที่มีมายาวนานของซาอุดีอาระเบีย หลังจากที่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน พระราชบิดาของเจ้าชาย MBS ขึ้นครองราชย์ในปี 2015 เจ้าชาย MBS ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองมกุฎราชกุมารก่อน และต่อมาในปี 2017 ได้พระองค์ได้เข้ามาแทนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ พระญาติของพระองค์เอง ในตำแหน่งมกุฎราชกุมาร การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงถึงการถ่ายโอนอำนาจจากกลุ่ม "ซูดาอิรี เซเว่น" ไปสู่สายการสืบทอดโดยตรงของกษัตริย์ซัลมาน เจ้าชาย MBS เริ่มต้นเข้าสู่อำนาจด้วยการกำจัดผู้เห็นต่าง โดย

1. ทำลายล้างกองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่มีศักยภาพ มกุฎราชกุมาร MBS กำจัดผู้ท้าทายภายในราชวงศ์อย่างเป็นระบบผ่านการกระทำหลายประการ:
- การโค่นล้มคู่แข่งระดับสูง: ในปี 2017 ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการต่อต้านการทุจริต พระองค์ได้ควบคุมตัวเจ้าชาย รัฐมนตรี และนักธุรกิจผู้มั่งคั่งหลายร้อยคนไว้ที่โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน รวมถึงเจ้าชายผู้ทรงอิทธิพลหลายพระองค์ เพื่อยึดทรัพย์สินที่สะสมไว้คืนและป้องปรามฝ่ายตรงข้าม
- การลดอิทธิพลของราชสกุลภายนอก: พระองค์ได้ลดสิทธิพิเศษและเงินช่วยเหลือของสมาชิกราชวงศ์ลงอย่างมาก และยึดคืนที่ดินและทรัพย์สินอื่นๆ ที่เคยได้รับมอบให้ ซึ่งเป็นการลดพื้นที่การแทรกแซงทางเศรษฐกิจของสาขาภายนอกของราชวงศ์ทั้งหมด

2. การปรับโครงสร้าง: การรวมอำนาจส่วนบุคคลและการทำให้ระบบอ่อนแอลง
- เจ้าชาย MBS ได้รวมอำนาจไว้ในมือของตนเองอย่างมาก จากเดิมที่กระจายอยู่ตามราชสกุลต่างๆ ของราชวงศ์
- ควบคุมตำแหน่งหลัก: พระองค์ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารเท่านั้น แต่ยังดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรี (ตั้งแต่ปี 2022) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งดูแลโดยตรงในด้านหลักๆ เช่น ความมั่นคง การทหาร และการปฏิรูปเศรษฐกิจ
- ทำลายกลไกแบบดั้งเดิม: "สภาความจงรักภักดี" ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2006 เพื่อควบคุมการสืราชบัลลังก์ มีประสิทธิภาพลดลงอย่างมากในช่วงที่เจ้าชาย MBS รวบรวมอำนาจ อำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานและเจ้าชาย MBS

3. การปราบปรามสถาบันศาสนา: การตัดขาดแหล่งที่มาของความชอบธรรมแบบดั้งเดิม เนื่องจากในอดีต ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียและสถาบันศาสนาวะฮาบีมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน หลังจากมกุฎราชกุมาร MBS ขึ้นครองอำนาจ พระองค์ได้ลดอำนาจของตำรวจศาสนาลงอย่างมาก และจำกัดการแทรกแซงของชนชั้นนำทางศาสนาในชีวิตทางสังคม พระองค์พยายามสร้างความชอบธรรมใหม่ผ่านวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ "วิสัยทัศน์ 2030" และลัทธิชาตินิยม โดยแสวงหาการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่มากกว่าที่จะพึ่งพาอำนาจทางศาสนาแบบดั้งเดิม

ราชวงศ์ที่ปกครองราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียคือ ราชวงศ์ซะอูด () เป็นพระราชวงศ์ที่ปกครองประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยสืบตระกูลมาจากมุฮัมมัด อิบน์ ซะอูด ผู้ก่อตั้งเอมิเรตดิรอียะฮ์ ที่รู้จักกันในชื่อ รัฐซาอุดีแรก (1727–1818) และพี่น้องของพระองค์ผ่านฝ่ายปกครองของวงศ์ตระกูลเป็นส่วนหลักที่ทำให้เกิดลูกหลานของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลอะซีซ อิบน์ ซะอูด ผู้ก่อตั้งประเทศซาอุดีอาระเบียยุคใหม่ ตำแหน่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดของราชวงศ์คือ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยรวมแล้วมีเจ้าชายและเจ้าหญิงประมาณ 15,000 พระองค์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจ้าชายและเจ้าหญิงที่มีอำนาจ อิทธิพล และทรัพย์สินมีเพียงประมาณ 2,000 พระองค์

ในเดือนมิถุนายน 2015 Forbs ได้ระบุว่า เจ้าชายอัลวะลีด บิน เฏาะลาล เป็นบุคคลที่ร่ำรวยในอันดับที่ 34 ของโลก โดยมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 22.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เจ้าชายอัลวะลีดมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 20.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 และในปี 2016 รายงานจาก TeleSUR ระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน "ทรงมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 17.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ" ปี 2020 มีการแระเมินว่า มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมทั้งพระราชวงศ์อยู่ที่ประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้เป็นราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดากษัตริย์ทั้งหมดและเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

การบริหารจัดการราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียของเจ้าชาย MBS นั้น โดยพื้นฐานแล้วใช้มาตรการในการบังคับและการกระจายผลประโยชน์ในรูปแบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนการปรึกษาหารือภายในครอบครัวและการตรวจสอบถ่วงดุลให้กลายเป็นอำนาจส่วนบุคคลฝ่ายเดียว (โดยเจ้าชาย MBS) ในขณะที่วิธีการนี้ทำให้พระองค์มีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จในระยะสั้น แต่ก็ทำให้เสถียรภาพของราชวงศ์ผูกติดอยู่กับการตัดสินใจส่วนตัวของพระองค์อย่างแยกไม่ออก นั้นจึงเป็นการสร้างอำนาจในการบริหารจัดการราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียอย่างเด็ดขาดและเกิดเสถียรภาพสำหรับเจ้าชาย MBS เองจนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

มจธ. ลุยพัฒนาโคนมไทย!! ใช้ Data เชื่อมพันธมิตรโลก พลิกฟาร์มโคนมเป็นห้องเรียน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่นสานต่ออาชีพพระราชทาน

“มจธ. ดึงพลัง Data & Tech บูรณาการพันธมิตรระดับโลก พลิกฟาร์มโคนมไทยเป็นห้องเรียน ลดต้นทุนพร้อมมุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น”

กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมวางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี

แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% ขณะที่จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตน้ำนม แต่คือ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่รอด และอาชีพพระราชทานยังมีคนสานต่อในอนาคต

ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของโคนมไทยว่า ประเทศไทยมีความต้องการบริโภคน้ำนมประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 1 ล้านตัน แม้ความต้องการจะสูงกว่าผลผลิต แต่เกษตรกรกลับยังประสบปัญหารายได้ “ในเมื่อผลิตได้น้อย แต่ความต้องการเยอะ ทำไมเกษตรกรยังจน นี่เป็นคำถามที่ทำให้เราต้องกลับไปดูว่า ปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

ช่องว่างระหว่างความต้องการบริโภคกับกำลังการผลิตนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกร แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของประเทศ เมื่อผลิตน้ำนมดิบในประเทศได้ไม่พอ ไทยจึงต้องพึ่งพานมผงและผลิตภัณฑ์นมนำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกที่ผันผวน การเปิดเสรีทางการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ น้ำนมยังเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กไทย โดยเฉพาะผ่านโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนที่ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ หากจำนวนเกษตรกรและแม่โคยังลดลงต่อไป ประเทศไทยจะพึ่งพาตนเองด้านอาหารและโภชนาการได้ยากขึ้นในระยะยาว

จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา สถานการณ์จริงที่เกษตรกรกำลังเผชิญ และถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาสำคัญคือต้นทุนหลายด้านที่สะสมจนกัดกินรายได้เกษตรกร ทั้งผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ขณะที่บางพื้นที่อย่างฟาร์มโคนมหนองโพมีผลผลิตอยู่ที่เพียง 9.78 กิโลกรัม ต้นทุนอาหารสูง แม่โคผสมติดยาก และอากาศร้อนที่กระทบต่อผลผลิต ศ. ดร.เชาวลิต ยกตัวอย่างว่า หากฟาร์มมีแม่โค 20 ตัว แต่ให้นมเพียง 10 ตัว เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าเลี้ยงดูอีก 10 ตัวที่ไม่สร้างรายได้ ปัญหาเหล่านี้จึงไม่อาจแก้ด้วยการบอกให้เกษตรกร “เลี้ยงวัวให้ดีขึ้น” แต่ต้องรู้ว่าควรแก้จุดไหนจึงจะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ได้จริง นำมาสู่แนวคิด “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ที่ใช้องค์ความรู้ ข้อมูล การเชื่อมโยงเครือข่าย และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพจริงของแต่ละฟาร์ม

รศ. ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษา มจธ. มองว่า ปัญหาโคนมไทยมีความซับซ้อน ตั้งแต่การเลี้ยง อาหารสัตว์ การสืบพันธุ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีและการตลาด จึงไม่อาจแก้ได้ด้วยมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง “โรงเรียนโคนม” จึงไม่ใช่การสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการ “เปลี่ยนฟาร์มให้เป็นห้องเรียน เปลี่ยนปัญหาจริงให้เป็นโจทย์” โดยให้เกษตรกร สหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และมหาวิทยาลัยร่วมกันหาทางออก

“มจธ. ไม่ได้มีคณะเกษตรศาสตร์หรือสัตวแพทยศาสตร์ แต่เรามีจุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี ข้อมูล และการบริหารจัดการ จึงนำความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาเชื่อมกับองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเครื่องมือที่เกษตรกรนำไปใช้แก้ปัญหา ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ในฟาร์มได้จริง” รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าว

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ โดยทีม มจธ. พบว่า ข้อมูลทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำนม สุขภาพโค และการสืบพันธุ์ ยังจัดเก็บกระจัดกระจายและไม่ได้ถูกนำมาใช้ช่วยเกษตรกรตัดสินใจอย่างเต็มที่ จึงพัฒนาระบบ Automated Data Pipeline และ Dashboard เพื่อรวบรวมและแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย ช่วยให้เกษตรกรมองเห็นปัญหาและวางแผนปรับปรุงฟาร์มได้ตรงจุด

“ข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่เกษตรกรไม่เคยได้เห็น Data เหล่านั้นในรูปแบบที่ใช้ตัดสินใจได้ เราจึงพยายามเปลี่ยนจาก Data ให้เป็น Information ให้เขาเห็นว่าฟาร์มตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วค่อยตั้งเป้าว่าจะขยับไปตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

โครงการยังเริ่มเห็นผลจากการนำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง เช่น สำราญฟาร์ม จ.เพชรบุรี ที่ปรับสูตรอาหารโคโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มจาก 510 เป็น 700 กิโลกรัมต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 37% แม้จำนวนแม่โครีดนมลดจาก 54 เหลือ 52 ตัว ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาให้ตรงจุดสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโค อีกทั้งการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารมั่นคงขึ้นตั้งแต่ระดับฟาร์ม

อีกปัญหาที่โครงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคือ การสืบพันธุ์ของแม่โค โดยใช้ชุดตรวจ Early P-Check ตรวจการตั้งท้องจากน้ำนมได้ตั้งแต่ 45 วันหลังผสมเทียม ซึ่งผลการอบรมพบว่าผู้เข้าร่วมตรวจวิเคราะห์ได้ถูกต้อง 95% เมื่อเทียบกับการอัลตราซาวด์ ควบคู่กับการนำความรู้ด้านอาหาร การลดความเครียดจากอากาศร้อน และการจัดการโรงเรือนมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละฟาร์ม

เพื่อให้แนวทางเหล่านี้ตอบโจทย์เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีม มจธ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคนมระดับโลกจาก University of Wisconsin–Madison ลงพื้นที่ฟาร์มโคนมในจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และสกลนคร เพื่อศึกษาปัญหาและสภาพการเลี้ยงโคนมที่แตกต่างกัน ก่อนนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับให้เข้ากับบริบทของไทย แทนการใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางเดียวกันกับทุกฟาร์ม

การดำเนินงานของ “โรงเรียนโคนม” มุ่งเปลี่ยนผ่านจากความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Equality) ที่สนับสนุนทุกฟาร์มในเกณฑ์เดียวกัน ไปสู่ความเป็นธรรมตามความจำเป็นจริง (Equity) โดยใช้ข้อมูลรายฟาร์มเป็นฐานในการประเมิน เพื่อจัดสรรองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการติดตามดูแลให้ตรงจุดตามปัญหาจริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่แต่ยังเข้าถึงทรัพยากรได้จำกัด แนวทางนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกโจทย์สำคัญคือ “ใครจะเป็นคนเลี้ยงโคนมรุ่นต่อไป” เมื่อเกษตรกรจำนวนมากมีอายุ 50–60 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสานต่องานที่หนักและแทบไม่มีวันหยุด ศ. ดร.เชาวลิต มองว่า การนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยบริหารฟาร์มอาจเปลี่ยนภาพการเลี้ยงโคนมให้เป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่” ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

โครงการจึงวางแผนขยายผลผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 72 คน สู่เกษตรกร 840 ฟาร์ม ตั้งเป้าลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตเป็น 13.5 – 15 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน และคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 684 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องพิสูจน์จากการขยายผลจริงว่าจะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้และมีคนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพมากขึ้นเพียงใด

รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าวว่า การช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัย สหกรณ์ ภาครัฐ แหล่งทุน และเกษตรกร เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ “โรงเรียนโคนม” โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสานต่ออาชีพพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยช่วยให้เกษตรกรปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมมีรายได้มั่นคง เปลี่ยนภาพลักษณ์การทำฟาร์มโคนมให้กลายเป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาสานต่ออาชีพที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ยังคงอยู่คู่เกษตรกรไทยต่อไป และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

17 ตุลาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันตำรวจ’ ผู้มีหน้าที่ดูแลความผาสุกประชาชน 13 ต.ค. 2458 รวมกรมตำรวจ เปลี่ยนชื่อและสถาปนาใหม่ 17 ต.ค. เป็นวันตำรวจแห่งชาติ

วันตำรวจ ของประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 ซึ่งเป็นวันประกาศรวม "กรมพลตระเวน" กับ "กรมตำรวจภูธร" เป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า "กรมตำรวจ" ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" จึงได้ถือเอาวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ

ทั้งนี้ เพื่อร่วมแสดงความเคารพเทิดทูนต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงวันตำรวจไทย เป็นวันที่ 17 ตุลาคม โดยถือเอาฤกษ์วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2541 มากำหนดเป็นวันตำรวจแทน

เคทีซี ป้องกันฉ้อโกง!! มิจฉาชีพใช้กลเทคนิคหลอกคน ความเสียหายทั่วโลกพุ่ง 15.47 ล้านล้านบาท เคทีซี เน้นเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้จ่าย ตั้งชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิตระดับอุตสาหกรรม

เคทีซีมองโจทย์ใหม่ภัยการเงิน เมื่อมิจฉาชีพหลอกคนแทนเจาะระบบ

ระบบไม่ถูกเจาะ ไม่ได้แปลว่าเงินจะปลอดภัยเสมอไป หากมิจฉาชีพทำให้เจ้าของเงินเชื่อและกดยืนยันธุรกรรมด้วยตนเองได้ นี่คือโจทย์ที่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญ ผ่านทีมงานที่เข้าใจกลโกง การเฝ้าระวังรายการผิดปกติ และความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลทั้งธุรกรรมและข้อมูลสมาชิกให้ทันกับภัยการเงินที่เปลี่ยนไป

เว็บไซต์จองที่พักที่ดูเหมือนจริง ข้อความอ้างว่าบัญชีมีปัญหา หรือโทรศัพท์ที่เร่งให้โอนเงินทันที ล้วนใช้ความน่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือ ก่อนชักจูงให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลหรืออนุมัติการชำระเงิน การป้องกันจึงต้องเข้าใจทั้งวิธีหลอกคนและเส้นทางธุรกรรม เพื่อจับสัญญาณความเสี่ยงให้ทัน

รายงานประเมินภัยฉ้อโกงทางการเงินทั่วโลก ปี 2569 ขององค์การตำรวจสากล (INTERPOL) อ้างอิงประมาณการของเครือข่ายต่อต้านการหลอกลวงระดับโลก (GASA) ว่า ความเสียหายทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่ 442,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15.47 ล้านล้านบาท พร้อมระบุว่า มิจฉาชีพใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปลอมภาพและเสียงเพื่อแอบอ้างบุคคลที่เหยื่อไว้วางใจ ทำให้กลโกงแนบเนียนและขยายวงได้ง่ายขึ้น ความเสียหายนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด รายงานสถานการณ์การหลอกลวงทั่วโลก ปี 2568 ของ GASA พบว่า ร้อยละ 23 ของผู้ตอบแบบสำรวจ สูญเสียเงินจากการหลอกลวงในช่วง 12 เดือนก่อนการสำรวจ ตอกย้ำความสำคัญของการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรม ควบคู่กับระบบช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยง

โจทย์นี้กำลังได้รับความสำคัญในระดับโลก ผ่านกรอบความร่วมมือ “Bangkok Blueprint” ที่เปิดตัวในการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมุ่งยกระดับการป้องกันภัยทุจริต การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามเส้นทางเงินข้ามพรมแดน เพราะการหลอกลวงหนึ่งครั้งอาจเชื่อมโยงหลายแพลตฟอร์ม หลายบัญชี และหลายประเทศ การสกัดความเสียหายจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระบบ

เคทีซีให้ความสำคัญกับการรู้ทันภัยและเข้าดูแลให้ทันเวลา ทีมงานนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายมาช่วยเฝ้าระวังและตรวจจับรายการผิดปกติ เมื่อพบสัญญาณความเสี่ยงจะเร่งตรวจสอบ แจ้งเตือน และติดต่อสมาชิก พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงานให้ตอบสนองต่อกลโกงใหม่ได้รวดเร็วขึ้น ความเชี่ยวชาญนี้ยังเชื่อมโยงกับบทบาทของนาย ไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิต สะท้อนความไว้วางใจให้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานป้องกันภัยทุจริตในระดับอุตสาหกรรม และนำประสบการณ์มาช่วยให้ประชาชนรู้ทันวิธีหลอกลวงที่เปลี่ยนไป

เคทีซีทำงานร่วมกับวีซ่าและพันธมิตรในอุตสาหกรรม รวมถึงร่วมสร้างความรู้ด้านภัยไซเบอร์กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้การดูแลครอบคลุมทั้งระบบชำระเงินและผู้ใช้บริการ โดยมีรางวัลด้านความปลอดภัยจากวีซ่าต่อเนื่อง 3 ปีเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสนับสนุนการทำงานด้านนี้

เงินต้องได้รับการดูแล ข้อมูลก็เช่นกัน
เคทีซีมีระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019 พร้อมการตรวจประเมินจากภายนอกและอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลอยู่ในกระบวนการทำงานทั่วองค์กร และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

สมาชิกสามารถร่วมดูแลความปลอดภัยผ่านแอปพลิเคชันเคทีซี โมบาย (KTC Mobile) ทั้งตรวจสอบรายการใช้จ่าย ควบคุมวงเงิน และอายัดบัตรเมื่อพบความผิดปกติ หากพบรายการที่ไม่ได้ทำด้วยตนเอง ควรรีบติดต่อเคทีซี โทร. 02 123 5000 เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบโดยเร็ว

เคทีซียังชวนประชาชนยึดหลัก “ไม่รีบ ไม่บอก ไม่กด ก่อนตรวจสอบ” ไม่รีบโอนเงินตามคำเร่งเร้า ไม่บอกรหัสใช้ครั้งเดียว (OTP) หรือข้อมูลสำคัญแก่ผู้อื่น และไม่กดลิงก์จากข้อความที่ไม่แน่ใจ ควรตรวจสอบกับองค์กรที่ถูกอ้างชื่อผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง โดยไม่ใช้หมายเลขหรือลิงก์ที่ผู้ติดต่อส่งมา หากเผลอเปิดเผยข้อมูลบัตรหรือพบรายการที่ไม่ได้ทำ ให้รีบติดต่อผู้ออกบัตรเพื่อระงับการใช้งานและตรวจสอบ หากถูกหลอกให้โอนเงิน ให้รีบแจ้งธนาคารที่ใช้โอนและโทร. สายด่วน AOC 1441 พร้อมเก็บข้อความ หลักฐานการโอน และข้อมูลผู้ติดต่อไว้ประกอบการแจ้งความ การแจ้งเหตุเร็วช่วยเพิ่มโอกาสสกัดเส้นทางเงินก่อนถูกส่งต่อ

เคทีซีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตลอดทั้งกระบวนการ ทั้งทีมที่รู้ทันความเสี่ยง ระบบที่ช่วยตรวจจับ และคนที่พร้อมดูแลเมื่อเกิดเหตุ เพราะการทำธุรกรรมที่สะดวก ต้องมาพร้อมการดูแลเงินและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สมาชิกใช้บริการได้อย่างมั่นใจในทุกวัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top